Diary

        แต่ก่อนสมัยเด็กๆ, วัยรุ่นข้าพเจ้าเคยดูหนังจักรๆวงศ์วงๆสมัยก่อน เช่น เรื่องสุริโยทัย พระนเรศวร จะมีฉากที่พระมหากษัตริย์ทรงสวรรคต ภาพที่เห็นคือ   จะมีคนประกาศพระเจ้าอยู่หัวทรงสิ้นแล้ว คนในวังต่างรีบคุกเข่าหมอบกราบพร้อมร้องไห้ ข้าพเจ้าด้วยความเป็นเด็กก็แอบสงสัยโดยคิดในใจว่า "มันขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมเขาถึงร้องไห้กันหมดทั้งวัง ประชาชนที่รับรู้ต่างก็ร้องไห้ เพราะอะไรพวกเขาถึงเศร้าขนาดนั้น

        จนมาวันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 เวลา 15.52 น. จากไปแล้วพ่อหลวงของพวกเรา ข้าพเจ้าได้รับทราบข่าวอย่างเป็นทางการตอน 6 โมงเย็นกว่าๆ สิ่งที่รู้สึกตลอดคือ อย่าเลย ขอให้ไม่จริง ขอให้ท่านยังอยู่ ขอให้ปาฏิหารย์จงเกิด แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดหมด เหมือนคนหมดแรง น้ำตาไหล ออกมาโดยไม่ต้องบังคับ ใจแทบขาด มันเคว้ง มันรู้สึกแบบไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย ต่อไปจะไม่มีพ่อหลวงองค์นี้อยู่เป็นร่มโพธิ์อีกแล้ว เหลือแต่เพียงภาพความทรงจำดีๆที่ท่านได้ทำตลอดชีวิตของท่าน

        น้ำตาที่มันไหลออกมาฉันเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรในหนังฉากที่พระมหากษัตริย์ทรงสวรรคตนั้นจึงมีข้าทาสบริวารและประชาชนต่างร้องไห้ให้ขนาดนั้น บอกได้คำเดียวว่า "รัก" เรารักในพ่อหลวง เรารักกษัตริย์องค์นี้โดยหาใครเปรียบไม่ได้ ท่านทรงงานหนักตั้งแต่เด็ก ท่านสร้างสรรค์ผลงานไว้มากมาย ออกตกเหนือใต้ท่านไปมาหมดแล้วทุกที่ ท่านเข้าใจภูมิภาคความเป็นอยู่ของประชา หายใจเข้าออกก็มีแต่คิดห่วงลูกๆ หวังเพียงให้ลูกๆของท่านสุขสบาย

         ต่อจากนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าจะตอบแทนท่านได้ และตอบแทนประเทศไทยได้คือการเป็นคนดีให้สมกับที่เรียกตนว่า "คนไทย" ข้าพเจ้าจะประกอบอาชีพที่สุจริตและอย่างน้อยต้องตอบแทนสังคมด้วย นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้าขอปฏิญาณกับพ่อหลวงองค์นี้

          ข้าพเจ้าดีใจที่ได้เกิดในดินแดนไทย ดินแดนแห่งรัชกาลที่ ๙ ดินแดนที่พ่อไม่เคยทอดทิ้งประชา และตัวข้าพเจ้าจะขอเป็นประชาชนของพระราชาองค์นี้ตลอดไป

                       "ส่งเสด็จพระภูมินสู่สวรรค์

                        เวลาวัน ผันเปลี่ยนไม่หวนกลับ

                        ฝากเทวาทั่วทุกทิศ โปรดมารับ

                        พาพ่อกลับ สู่สวรรค์ นภาลัย"

 

                       "น้ำตาที่ไหลหยด

                        คือทั้งหมดจากหัวใจ

                        เป็นความรักที่มอบให้

                        แด่พ่อหลวงองค์นี้เอย"

edit @ 14 Oct 2016 10:35:36 by Likesnow

edit @ 14 Oct 2016 10:36:50 by Likesnow

       ที่วัดโปลิน มีที่ฝากกระเป๋าด้วยน้าาา  ใครที่มาถึงฮ่องกงอยากตรงไปเที่ยววัดนี้ก่อนก็สามารถฝากกระเป๋าใต้อาคารก่อนทางขึ้นไปซื้อตั๋วได้คะ  แล้วยิ่งใครนั่งรถแท็กซี่มา เขาจะพาเราไปส่งถึงที่ที่เราฝากกระเป๋าเลยละEmbarassed
 
         Ngong Ping 360 คือกระเช้าที่มี 2 แบบ
         1. กระเช้าคริสตัล ที่พื้นตรงที่เหยียบจะเป็นกระจกใส ใครที่กลัวความสูงหรือเป็นโรคหัวใจ เราไม่แนะนำน้าาา มันแอบหวาดเสียวจริงๆ แถมกว่าจะถึงที่ ต้องข้ามเขาประมาณ 7 ลูก 
         2. กระเช้าแบบธรรมดา ใครงบน้อยอยากประหยัด อันนี้ก็โอแล้วละ Embarassed
 
       
 
       นี่คือหน้าตากระเช้า ถ่ายระหว่างนั่งอยู่บนกระเช้าจ้าา ^_^ รูปทรงของคริสตัลกับธรรมดานะเหมือนกันเลยเพียงต่างตรงฐานเหยียบเท้าเท่านั้นจ้าาอิอิ
 
       
 
       นี่คือฐาน ลอกคลื่นกระเช้าอันสุดท้าย เป็นการบอกว่าเป็นภูเขาลูกสุดท้ายก็จะถึงวัดโปลินแว้วววWink
 
 
        ทางซ้ายมือ คือ หมู่บ้านวัฒนธรรม จะมีของขายมากมาย เช่นรูปปั้นพระพุทธรูปแห่งวัดโปลินองค์เล็ก ร้านขายตะเกียบ ขายเพลงบทสวด เสื้อสัญลักษณ์ของวัดนี้ ฉันแอบ็อบเพลินเหมือนกันเลยละอิอิEmbarassed
 
 
   ตรงนี้คือจุดใจกลางของวัดตามฮวงจุ้ย เปรียบกับสมัยก่อนที่เป็นจุดสำหรับขอพรจากฟ้าจากสรรค์และจากองค์พระพุทธเจ้า ใครมาก็ควรมายืนจุดนี้ไหว้ขอพรดูนะคะ 
 
 
นี่คือองค์พระใหญ่ แห่งวัดโปลิน รูปงามสง่ามากเลยคะ พอขึ้นไปยืนจุดนี้ แอบคิดว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันนี้ตัวเองจะได้มายืน ณ จุดนี้จริงๆคิๆๆ Wink
 
 
นี่คือบริเวณรอบๆวัดโปลิน และที่เห็นตำหนักส้มๆนั้นก็คือ วัดคะที่อยู่ในบริเวณวัดโปลินเช่นกันคะ เมื่อใครไหว้สักการะองค์พระใหญ่เสร็จแล้ว ก็สามารถเดินลงไปทางขวามือก็จะเจอวัดนี้คะ ข้างในสวยมากคะ สร้างแบบสี่มุมแบบซื่อเหอหยวน ตามแบบฉบับจีนเลยคะ
 
 
         นี่ค้า ทิวทัศน์ที่ถ่ายจากกระเช้า ตอนไปอากาศจัดว่าเย็นมากเลยคะ เลยรู้สึกสบายมากเยย ในรูปเลยเคลิ้มมเลยคิๆKiss
 
         วันนี้ประมาณนี้น้าค้าาาาEmbarassed
Kwun yam temple ณ repulse bay
 
          วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ ที่ถ้าใครมีโอกาสไปฮ่องกง ควรที่จะลองแวะไปสักการะ, เที่ยวชมดูนะคะ Cool
 
          สิ่งที่ขึ้นชื่อณ วัด kwun yam temple 
          คือ เจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่หันหน้าไปทางทะเล, สะพานอายุยืน, และการโยนเหรียญเข้าปากปลาและคำอธิษฐานจะเป็นจริง และก็ยังมีตึก ที่มีช่องตรงกลางระหว่างตึกเพื่อไว้ให้มังกรรอดผ่านเพื่อไปเล่นน้ำทะเลEmbarassed
 
 
            นี่คือ องค์เจ้าแม่กวนอิมที่เมื่อขอพรเสร็จ จะมีองค์เทพเล็กๆทางขวามือขององค์เจ้าแม่กวนอิม แต่ในรูปฉันลืมถ่ายมาอ่าาFrown คือองค์เทพเล็กๆองค์นั่นเราจะต้องรูปตั้งแต่ศรีษะถึงเท้าแล้วกำมือเข้าใส่กระเป๋าตังค์ เชื่อกันว่าจะทำให้เรารวย รุ่งเรือง
 
 
            นี่คือ สะพานอายุยืนที่เมื่อเดินไปแล้วห้ามเดินถอยหลังกลับ แล้วระหว่างที่เดินไปก็ให้อธิษฐานขอให้อายุยืน ก้าวข้ามผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้  ย้ำๆๆนะคะ ว่าห้ามเดินถอยหลังกลับให้เดินขึ้นและเดินลงสะพานไปทางจะย้อนกลับให้อ้อมสะพานเอานะคะ
 
 
         ทางซ้ายนั่นคือ ปลาที่เราจะต้องโยนเหรียญเข้าปากปลา เชื่อกันว่า ใครที่โยนเข้าจะประสบความสำเร็จตามคำอธิษฐาน  แนะนำนะคะใครจะโยนเหรียญต้องตั้งจิตให้มั่นตั้งใจ รวมจิตให้เป็นหนึ่งแล้วจะโยนเข้าได้ง่าย และควรเป็นเหรียญที่หนักนิดนึง ฉันลองหมดแล้วคะตอนแรกจิตใจไม่แน่วแน่โยนเป็นสิบรอบก็ไม่เข้าเลยคะ พอเอาใหม่ตั้งจิตให้เป็นหนึ่งแปปเดียวโยนเข้าเลยคะ หรือแต่อีกในหนึ่งก็สามารถมองได้ว่า คำอธิษฐานของฉันกว่าจะสำเร็จอาจจะยากนิดนึง แต่ก็สำเร็จ อิอิEmbarassed
 
ที่สุดท้ายคือตึกมังกรรอดผ่าน
 
 
          ตรงสี่ไข่อ่ะคะ นั่นแหละ คือ ช่องว่างที่ให้ของตึกเพื่อให้มังกรรอดผ่านไปเล่นน้ำทะเลคะ
 
แถบอ่าวReplus bay ยังมีสวนสนุก Ocean park (ถ้าฉันจำชือไม่ผิดนะคะ แหะๆ) ที่สร้างบนยอดภูเขาเลยคะ ใครที่ชอบโลนโผน ลองไปดูนะคะ อาจได้ความรู้สึกแปลกใหม่ได้อิอิWink
 
         วันนี้ไปกวานยัม เดี๋ยวมาเล่าการไปเที่ยววัดโปลินต่อในอันต่อไปนะคะ อิอิ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่อยากไปเที่ยวฮ่องกงนะคะCool

ตะลุยแดนฮ่องกง 1

posted on 18 Mar 2014 19:03 by likesnow in Diary directory Travel, Diary
         ฉันไปเที่ยวฮ่องกงแบบ 3 วัน 2 คืน พึ่งไปแบบสดๆร้อนๆเลย เมื่อวันที่ 14 มี.ค. - 16 มี.ค. 2557 ไปแบบแบกเป้ไปกับครอบครัว วางแผนเอง จองโรงแรมเอง จองตั๋วเครื่องบินเอง
 
         แนะนำการนั่งเครื่องบินที่ไม่ให้โดนแดด เพื่อเปิดหน้าต่างดูทะเลหมอกได้อย่างจุใจ
         อย่างฉันขึ้นเครื่องขาไปตอนเช้าประมาณ 06.45น. ของวันที่ 14 มี.ค. ให้เลือกนั่งเครื่องบินทางซ้าย แล้วเราจะไม่โดนแดด Wink
         ส่วนขากลับตอนเช้า 10.45 น. ของวันที่ 16 มี.ค. ให้เลือกนั่งเครื่องบินทางขวา แล้วเราจะไม่โดนแดด แต่ฉันขากลับเลือกที่นั่งผิดไปหน่อย ดันไปเลือกทางซ้าย เสียดายแดดส่อง เลยไม่ค่อยได้เปิดดูทะเลหมอกเลยยTongue out
 
        พื้นเพนิสัยของคนฮ่องกงส่วนใหญ่
        นิสัยของคนฮ่องกงส่วนใหญ่จัดว่านิสัยดีใช้ได้เลยคะ  เราถามทางเขา พวกเขายินดีที่จะตอบ ไม่มีใครคิดที่จะบอกปัด เพราะความรำคาญเลย นี่ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจคนฮ่องกงมากEmbarassed 
        ฉันไปฉันกะฝึกพูดภาษาจีน แต่คนฮ่องกงใช้ภาษากวางตุ้ง แต่ว่าก็มีหลายคนที่สามารถคุยภาษาจีนกลางได้ ถ้าเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน หรือวัยรุ่น ถ้าถามทางเขาเป็นภาษาจีนกลางเขาก็สามารถที่จะพูดจีนกลางได้  แต่ถ้ารุ่นอาม่า ก็ไม่สามารถที่จะคุยจีนกลางกับเราได้ Cry
 
         วางแผนที่เที่ยวที่อยากไป
          อย่างครอบครัวฉันไปเที่ยวแบบสั้นๆ เพียง 3 วัน เราวางแผนว่า อยากไปวัดกวานยัม คือวัดเจ้าแม่กวนอิมที่มีสะพานข้ามจะทำให้อายุยืนขึ้น, ไปวัดโปลินหรือวัดพระใหญ่, แล้วสุดท้ายคืออยากชมแสงสีไฟซิมโพนี่ ณ อ่าววิกตอเรีย Undecided
 
          ตัวเลือกในการเดินทางที่ดีที่สุด ตัวเลือกหนึ่ง
          ครอบครัวฉันจึงอาศัยเพื่อนเดินทางที่ดีที่สุด สะดวกสุด และรวดเร็วที่สุด นั่นก็คือ รถแท็กซี่ ฮ่าๆๆ ยิ่งใครที่ไปแบบ 4-5 คน ฉันแนะนำให้นั่งรถแท็กซี่คะ เร็วและถูกกว่านั่งรถไฟฟ้า ยิ่งไปทริปสั้นๆและโปรแกรมที่อยากไปเยอะ รถแท็กซี่จัดว่า เป็นตัวเลือกที่ที่สุดเลยละคะ ^_^  อาจราคาแพงแต่ถ้าไปหลายคนมันจะคุ้มกว่านั่งรถไฟฟ้าจริงๆนะคะ Cool
 
         สภาพแวดล้อมของฮ่องกง
         มองไปทางไหนส่วนใหญ่จะเห็นตึกสูงละฟ้า เห็นท้องทะเลที่มีเรื่อมากมายเต็มทะเล ถ้าจะให้มองหาทุ่งนา หรือป่าเขียวขจี นับว่าค่อนข้างน้อย แต่ว่าก็มีภูเขามากมายให้ได้เห็นเลยคะ
         ที่ฮ่องกงจัดว่าด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยีต่างๆจัดว่าดีเลยละคะ ณ ตอนนี้ฮ่องกงยังมีการพัฒนาไม่หยุด ไปทางไหนก็ยังเห็นสร้างตึก อย่างไม่มีคิดที่จะหยุดเลยละ
         สภาพอากาศ เย็นสบายดีคะ ถ้าใครไปช่วงเดือน มี.ค. นี้ แต่สิ่งที่นับว่าเป็นห่วงสำหรับการที่ใครอยากใช้ชีวิตอยู่ที่ฮ่องกงนั่นก็คือ เรื่องของปอดเรา เพราะคนที่นั่นสูบบุหรี่จัดมาก ยิ่งไปย่านคนเยอะ เอาเป็นว่า ฉันคนนึงรู้สึกมึนกับการดมกลิ่นบุหรี่ที่เดินไปทางไหนก็ได้กลิ่น เอาซะปวดหัวไปตามๆกันเลย!
 
        เรื่องห้องน้ำของฮ่องกง
        ห้องน้ำจัดว่าพอใช้ได้เลยละคะ ค่อนข้างสะอาด อารมณ์สภาพห้องน้ำประมาณเวลาเราไปห้างอ่ะคะ พอให้เราได้เข้าได้ ไม่เหมือนกับจีนแผ่นดินใหญ่ที่ห้องน้ำ ยังเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา แต่ใครไปฮ่องกง ไม่ต้องกังวลเรื่องห้องน้ำเลยคะ ถือว่า โอ ในระดับนึงนะ อิอิ Embarassed
 
        วันนี้แค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาต่อภาค 2 ด้วยการเริ่มไปวัดกวานยัมที่แรก ^_^

“เมื่อคุณได้พบกับเหตุการณ์ร้ายๆ ขอให้คุณได้ขอบคุณมัน 

ขอบคุณที่ทำให้เราได้เข้มแข็งขึ้น

ขอบคุณที่ทำให้เรากล้าที่จะผ่านวัน วันหนึ่งที่เลวร้ายนั้นมาได้

ขอบคุณที่ทำให้ค่าที่เสียน้ำตาไป มีคุณค่า”

 

            ฉันเป็นคนหนึ่งที่มักขอบคุณวันร้ายๆที่ผ่านเข้ามา แล้วฉันก็ยังมีชีวิตอยู่ที่จะเริ่มต้นวันใหม่

            และแล้วฟ้าหลังฝนก็ทำให้ฉันได้ดีใจกับสิ่งที่ฉันเฝ้ารอมาทั้งชีวิต  นั่นคือ บทความฉันที่ได้เขียนจะถูกตีพิมพ์ ใน “นิตยสารคู่สร้างคู่สม”

          

            ฉันดีใจมาก ที่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฉันยังร้องไห้ให้กับเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้น

แต่พอเริ่มวันใหม่  สัปดาห์ใหม่ กลับมีเรื่องที่ดีเกินคาดฝันเกิดขึ้น  

 

           บางคนอาจยอมจบชีวิตกับเหตุการณ์ร้ายๆ  จนไม่ได้อดทนที่จะรอวันงดงามข้างหน้า       

 

           ฉันขอบคุณเหตุการณ์ร้ายๆที่ทำให้ฉันผ่านมาได้  ให้ฉันได้พบเจอกับความฝันที่งดงามของฉันได้เป็นจริง^^ ไม่มีคำบรรยายใดๆที่จะบอกว่า ฉันที่ใจที่สุดในชีวิตเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

              บทความ 2 เรื่องนี้ฉํนเคยได้เขียนในบล็อกของฉันไว้แล้ว และฉันได้นำไปเขียนลงในบทความเรื่องที่ฉันได้ส่งไปคู่สร้างคู่สมด้วย^^

เรื่อง  บทเรียนอันล้ำค่า!

คุณเคยมั้ย  คนที่เรารักมากที่สุด  คือคนที่เราทะเลาะกับเค้ามากที่สุดเช่นกัน  แต่นั่นก็คือการที่ทำให้เราได้เข้าใจกันมากขึ้น  มากขึ้น  

    วันนี้เป็นอีกวันที่ฉันทะเลาะกับคนที่ฉันรักมากที่สุด นั่นไม่ใช่แฟน  แต่เป็นพ่อ แม่ น้อง ครอบครัวของฉัน  ปัญหามันอาจไม่ได้ร้ายแรง   แต่ฉันแค่อยากบอกให้เขารับรู้  ไม่ได้คิดโกรธ  เกลียด  แม้ตอนแรกจะโกรธมาก  แต่พอเราได้ระบายให้ใครคนนึงฟัง เขาสอนเรา สอนให้เราไม่โกรธ  นั่นมันบาป  แต่ฉันแค่อยากบอกเขา ว่านั่นคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง   แต่แล้ว กลายเป็นฉัน กลายเป็นคนในครอบครัวฉันที่กลับรู้สึกไม่สบายใจกับคำพูดของฉัน  ฉันอาจผิดมากก ที่ทำให้เขาต้องเสียใจ  แต่ฉันก็รักเขามาก มากที่สุดเช่นกัน  เกลียดตัวเองจริงๆที่ไม่มีอะไรดี  ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีเลย ทั้งที่เขารักเรามากที่สุด  นี่เป็นบทเรียนล้ำค่าของฉันอีกบทเรียนนึง แล้วมันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราได้รับรู้ความรู้สึกบางอย่างจากเขา

    ฉันอยากบอกทุกคนเลยว่า ไม่มีความรู้สึกไหน ความรักไหน ที่ยิ่งใหญ่ เท่าความรัก ความรู้สึกของคนในครอบครัวเรา  ฉันอยากบอกทุกคนว่า  เราแคร์ เราใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นๆได้  แต่ ที่สำคัญที่สุด คือเราต้องแคร์ความรู้สึกของคนในครอบครัวเราให้มากสุด  มันไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าคำว่า "ครอบครัวของเรา" อีกแล้วว  นี่คือบทเรียนอันล้ำค่าที่สอนฉัน  ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องพูดคำว่าขอโทษอีกกี่ครั้ง แต่นี่ก็คงเป็นคำที่ฉันจะพูดกับครอบครัวของฉัน  มันเปรียบเหมือนคำว่า "ไม่เป็นไร"  ที่คนเรามักพูดแม้ว่าจะโกรธเกลียดมากเพียงใด เราก็ตอบเขาได้เพียงว่า  "ไม่เป็นไร"  

                                                                                                                                Likesnow T_T

 

 

“เรื่องบางเรื่อง  อาจ...” 

"เรื่องบางเรื่อง  อาจเล็ก      สำหรับใครบางคน  แต่  อาจยิ่งใหญ่สำหรับคนคนนึงก็เป็นไปได้

เรื่องบางเรื่อง  อาจดูตลก     สำหรับใครบางคน  แต่  อาจจะมีคนหนึ่งคนที่ดูว่ามันไม่ตลกก็เป็นไปได้

เรื่องบางเรื่อง  อาจมองว่านั่นคือความสุข  สำหรับใครบางคน แต่  อาจมองนั่นไม่ใช่ความสุขเลย

เรื่องบางเรื่อง  อาจดูไม่มีค่า  สำหรับใครบางคน แต่ อาจมีค่ามากสำหรับคนคนนึงก็เป็นไปได้"

   ทุกคนต่างร้อยพ่อพันแม่  มีความคิด มีการเรียนรู้ การรับรู้ ความรู้สึกที่แตกต่างกัน  คนบางคนอาจมองมุมบางมุมว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ไม่เห็นต้องคิดมาก  แต่สำหรับอีกคนคนนึงแล้ว  เขาอาจมองมันเป็นเรื่องใหญ่  มองว่ามันสำคัญ  มองในมุมที่คุณอาจไม่เคยมอง  เช่นเดียวกับเขา  เขาก็อาจไม่ได้มองมุมเดียวกับที่คุณมองเช่นกัน 

   ฉันอยากบอกทุกคนว่า  ต่างคน ต่างที่มา  ต่างจิต ต่างใจ ต่างความรู้สึก ต่างการรับรู้  เราทุกคนจงเคารพในความคิดของแต่ละคน  พยายามมองความคิดของแต่ละคนให้ลึก มองให้มันหลายๆมุม  แล้วผลเสีย มันจะไม่ตามมา      ไม่ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายนึงที่เจ็บปวด เพราะ การพูด การกระทำของเรา  ขอเพียงลองมองในมุม และ องศาที่ต่างไป คุณจะรู้ว่าคนเรา มีหลายมุม หลายองศา ที่เราต้องพยายามเข้าใจ 

     เรื่องนี้เป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับฉันมาก  มันสอนให้ฉันรู้ว่า แคร์ใครก็แคร์ได้  แต่แคร์ครอบครัวเราสำคัญที่สุด  ยังสอนให้รู้ว่าเรามีมุมมอง มีองศาที่แตกต่างกันทางความคิด ความรู้สึก  เรื่องนึ้ถึงแม้มันจะเจ็บปวดกันทั้งครอบครัว      แต่นี่ก็คือบทเรียน ที่สอนให้คนอายุ 20 ปีอย่างฉันเรียนรู้ และจะไม่มีวันลืมมันได้เลย  มันจะเป็นครูที่สอนให้ฉันจำเรื่องราวเหล่านี้  ว่าเราจะไม่ทำมันอีก  มันอาจเป็นภาพความทรงจำที่ไม่สวย  แต่มันก็จะตราตรึงใจฉันไม่มีวันจางเช่นกัน

                             Likesnow T_T

 

หัวบทความที่ถูกตีพิมพ์ใน "หนังสือคู่สร้างคู่สม"

ชื่อ “ลืมคำว่า “ครอบครัว”? คุณเคยมั้ย! 

ซึ่งจะถูกตีพิมพ์ในฉบับ วันศุกร์ที่ 26 กรกฏาคม 2556 นี้ ฝากเพื่อนๆติดตามด้วยนะค้าCool

 

 

Favourites