Thamma

...อะไรก็ไม่...เท่า"..."

posted on 25 Jan 2013 00:09 by likesnow in Thamma directory Fiction, Diary, Idea
  • เหนื่อยอะไรก็ไม่เหนื่อยเท่า "เหนื่อยใจ"

 

  • สุขอะไรก็ไม่สุขเท่า "มีเธอ"

 

  • ท้ออะไรก็ไม่ท้อเท่า "ใจคิดจะท้อ"

 

  • เศร้าอะไรก็ไม่เศร้าเท่า "กับการทะเลาะ"

 

  • ขาดอะไรก็ไม่ขาดเท่า "ขาดคนเข้าใจ"

 

  • เบื่ออะไรก็ไม่เบื่อเท่า "กับการต้องเจอแต่สภาพเดิมๆ"

 

  • เหงาอะไรก็ไม่เหงาเท่า "ไม่มีใครเคียงข้างกัน"

 

  • รู้อะไรก็ไม่รู้เท่า "ว่าเธอกำลังจะเปลี่ยนไป"

 

  • รักอะไรก็ไม่รักเท่า "ที่ฉันรักเธอ"

                   นี่ละมั้ง ที่ค่อนข้างเรียกได้ว่า "มันคือสัจธรรมของมนุษย์" ที่มักจะมีความรู้สึกแบบนี้ วนเวียนสลับกันไปตามสถานการณ์ในแต่ละช่วง Cool

ดีเหนือเสีย

posted on 20 Jul 2012 15:49 by likesnow in Thamma directory Fiction, Diary, Idea
คนทุกคนล้วนแต่มีข้อดีข้อเสียในตัวกันทั้งนั้น
แต่ถ้าเราคิดแต่จะมองแต่ข้อเสีย
นำข้อเสียเขาอยู่เหนือข้อดี
ใจเราก็จะมีแต่ทุกข์
 
แต่เมื่อใดใจเราให้ข้อดีของอีกฝ่าย
อยู่เหนือข้อเสีย
ใจเราก็จะมีแต่สุข
 
มีคนเคยบอกว่า
การหาความสุขนั้น
ก็คือ
"การทำอย่างไงให้เรามีความสุขที่สุด"
นั่นเองEmbarassed
 

สวดมนต์ไปทำไม?

posted on 15 Jun 2012 14:56 by likesnow in Thamma directory Fiction, Diary, Idea
เมื่อตอนเด็กเวลาฉันไปวัดหรือสวดมนต์ตอนอยู่บ้านหรือแม้แต่เวลาไปงานศพ  จะรู้สึกว่า ทำไมพระถึงสวดมนต์นานขนาดนี้ ไม่ค่อยชอบเลย รู้สึกว่านานมากกับการต้องพนมมือ ตอนไหว้พระ  สำหรับสมัยเด็กนะ^^
 
แต่เมื่อโตขึ้น ฉันก็เริ่มสังเกตตัวเองว่า เอ๊ะ ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงรู้สึกการสวดมนต์นั้นมันไม่นานเลยนะ  แปบเดียวก็เสร็จ ใช้เวลาสวดมนต์ประมาณ 5- 10 นาที นั่งสมาธิอีก 5-10 นาที ก็เป็นอันเสร็จพิธี  นั่นอาจเพราะตอนเป็นเด็กเราจะสมาธิสั้น ไม่มีความอดทน อดกลั้นต่อสิ่งใดนานๆ และก็อาจเป็นเพราะฉันรู้บทสวดต่างๆมากขึ้น 
 
เมื่อตอนเด็กสวดมากสุดก็แค่ บทบูชาพระรัตนตรัย บทกราบพระรัตนตรัย บทศึล๕   บทอิติปิโสปิดท้าย  แต่เดี๋ยวนี้ฉันสวดบทชัยมงคลคาถา(พาหุงฯ) บทแผ่เมตตาให้เทวดาที่คุ้มครองตัวเอง และก็บทแผ่ให้แก่ผู้อื่นเพิ่มขึ้นมา ก็เลยทำให้ได้รู้ว่า เวลาไปทำบุญขึ้นบ้านใหม่ หรือ ทำบุญที่เป็นวันมงคล พระจะสวดบทนี้เลย  ก็เลยทำให้เมื่อตอนเด็กที่สึกว่านาน แต่ตอนนี้ถือว่าไม่นานเลย เร็วมาก 
 
ฉันตอนนี้เคยคิดว่า เราสวดมนต์ไปเพื่ออะไร แล้วช่วยอะไรเราได้บ้าง ฉันเลยตามไปค้นข้อมูลมา เขาบอกไว้ว่า 
 
กล่าวถึงประโยชน์ของการไหว้พระสวดมนต์ไว้ว่า... 

๑. เป็นการเสริมสร้างสติปัญญา 
๒. เป็นการอบรมจิตใจให้ประณีตและมีคุณธรรม 
๓. เป็นสิริมงคล แก่ชีวิตตน และ บริวาร 
๔. เป็นการฝึกจิตใจให้มีคุณค่าและมีอำนาจ 
๕. ทำให้มีความเห็นถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา 
๖. เป็นการรักษาศรัทธาปสาทะของสาธุชนไว้ 
๗. เท่ากับได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแม้ปรินิพพานแล้ว 
๘. เป็นเนตติของอนุชนต่อไป 
๙. เป็นบุญกิริยา เป็นวาสนาบารมี เป็นสุขทางใจ
 
และที่สำคัญที่สุด ขณะที่เรากำลังสวดมนต์นั้น จะทำให้เราเกิดสมาธิ เพราะใจเราจะต้องอยู่ที่บทสวดจะทำให้เราไม้มีเวลาคิดเรื่อง ไร้สาระ เป็นเด็ดขาด (ถ้าเรามีสมาธิจริงๆน้าาEmbarassed)
 
พวกเราลองหันมาสวดมนต์กันดูน้าา  บางครั้งอาจเกิดปาฏิหารย์ หรือสิ่งที่เราไม่คาดฝันว่าเราจะได้กลับมาด้วยล่ะ  ใครที่ลองเริ่มสวดและมีสมาธิที่แน่วแน่ จะเห็นปาฏิหารย์เอง  เชื่อเราเถอะ เราเจอมาแว้วว^^
 
Likesnow^^

สั่งน้ำตาให้หยุด

posted on 07 May 2012 19:29 by likesnow in Thamma directory Fiction
            หลายครั้งที่เรามักมีน้ำตาให้กับความสุข  ความตื้นตันหรือ รอยคาบน้ำตาที่แฝงด้วยความเจ็บปวด ชอกช้ำ  เสียใจกับการกระทำของตัวเอง  หรือ เสียใจเพราะเรื่องของคนที่เรารัก
            น้ำตาที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆนี้  คุณสามารถสั่งน้ำตาเหล่านี้ได้   อย่างบางคนอาจร้องไห้ติดต่อกันมา 2-3 วัน  บางคนร้องไห้เป็นอาทิตย์  บางคนร้องเช้า กลางวัน เย็น แถมด้วนรอบมิดไนท์อีก
             คุณลองใช้ใจคุณสั่งดู  พูดกับตัวเองว่า  "หยุดร้องสักทีได้มั้ย  ร้องไปแกก็เหนื่อย  สภาพจิตใจแกก็แย่ลง  ร้องไปไม่เห็นจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น  หรือกลับสู่สภาพเดิมได้เลย  พอแล้ว  เหนื่อยแล้ว  ไม่อยากร้องแล้ว"  แล้วน้ำตาก็จะถูกกล้ำกลืนกลับเข้าไป  
              ฉันอยากบอกว่า  หลังจากที่เลิกร้องไห้แล้ว  "ปัญญา" ก็จะเกิด  นั่นคือ  สมองของคุณจะถูกสั่งให้คิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้น  จากนั้น คุณจะค้นพบวิธีหาทางออกให้กับตัวคุณเองได้อย่างลงตัว
               ฉันไม่ได้บอกว่า  เราร้องไห้ไม่ได้น่ะ  เพราะฉันก็ยังเป็นคนนึงที่ยังเสียน้ำตาอยู่บ่อยๆ  แต่ฉันจะให้เวลากับการร้องไห้เพียงวันเดียวเท่านั้น  วันเดียวก็เกินพอแล้ว  จากนั้น ฉันจะทำให้ตัวเองเกิดปัญญา คิด ทบทวน แก้ไขไปพร้อมกับมัน  เหมือนดั่งคำที่ว่า
 
                "สติมา            ปัญญาเกิด
                  สติตะเลิด      มันไม่เกิดปัญญา"Money mouth
 
                                                                                           Likesnow^^
 

edit @ 7 May 2012 19:56:25 by Likesnow

edit @ 7 May 2012 21:44:49 by Likesnow

edit @ 15 May 2012 00:23:48 by Likesnow

รัก+ธรรมมะ

posted on 02 May 2012 12:49 by likesnow in Thamma directory Idea
           วันนี้ขอพูดเกี่ยวกับ คนที่กำลังมีความรัก คนที่กำลังอยู่ในช่วงดูใจ หรือคนที่เป็นคู่สามีภรรยาใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว   Cry
           คนเราตอนรักกันก็รักกันปานจะกลืนกิน  สิ่งใดที่มองเขาเป็นข้อเสีย ก็กลับมองมันเป็นสิ่งที่สวยงามดูดี     ไปหมด  แต่  พอเวลามีเรื่องทะเลาะกันต่างฝ่ายต่างไม่พอใจขึ้นมา  ก็พาลแต่รังจะ  ขุดเรื่องเก่า  เรื่องไม่ดีขึ้นมาพูด
           พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้ว่า  คนเรารักกันก็หลงกันในรูปโฉม  หลงในทุกอย่างที่เขาทำให้  แต่พอเขาทำให้เราไม่พอใจขึ้นมานั่นก็กลายเป็นความเกลียด  ความชัง
           ทำไม? ไม่คิดว่าตอนรักกันเราก็ต่างบอกนั่นคือ "ความรัก"  พอวันนึงเขาทำให้เรารู้สึกไม่ดี   ทำไม? ไม่คิดว่านั่นก็เป็นเพียงแค่การหลงในรูป  หลงในสิ่งที่มันไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง  เปรียบเหมือนดั่งคำที่ว่า
 
            "ที่ใดมีรัก            ที่นั่นก็มีทุกข์
              แต่ที่ใดมีสุข      นั่นก็คือการเห็นแจ้งในรัก   นั่นเอง"Cool
 
                                                                                                    Likesnow^^

edit @ 4 May 2012 18:19:02 by Likesnow

edit @ 4 May 2012 18:31:09 by Likesnow

Favourites